บู้สเตอร์ขยายกำลังส่ง 27MHz.50 W. ( Booster RF Amplifiler )

         เป็นเครื่องบู้สเตอร์กำลังส่งย่าน CB27 MHz ที่สามารถขยายกำลังสัญญาณ RF ได้ประมาณ 10 เท่า และมีภาคขยายสัญญาณรับ RF จากสายอากาศสำหรับช่วยเพิ่มความไวในการรับสัญญาณให้กับเครื่องรับส่งวิทยุ
บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาการทำงานของวงจรและการสร้างเครื่องขยายกำลังส่งหรือเครื่องบู้สเตอร์กำลังส่งสำหรับเครื่องรับส่งวิทยุในย่าน CB ความถี่ 27 MHz เครื่องบู้สเตอร์กำลังส่งให้นี้มีภาคขยายกำลังส่งสัญญาณ RF ที่สามารถให้กำลังออกทางเอ้าท์พุตได้ 40 W เมื่อป้อนกำลัง RF เข้าทางอินพุต 4 W หรือสามารถให้กำลังออกได้ถึง 50 W เมื่อป้อนกำลัง RF เข้าทางอินพุต 5W (ไม่ควรป้อนกำลัง RF เข้าทางอินพุตเกินกว่า 5 W ) นอกจากนั้นในเครื่องบู้สเตอร์กำลังส่งนี้ยังมีภาคขยายสัญญาณรับ(R - Amp) สำหรับหน้าที่ขยายสัญญาณ RF ที่รับเข้ามาจากสายอากาศอีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้เครื่องรับส่งที่มีความไวทางภาครับยังไม่ดีพอให้สามารถรับสัญญาณได้ดีขึ้น

 

การใช้งานเครื่องบู้สเตอร์กำลังส่ง

         ในรูปที่ 1 แสดงการต่อสายใช้งานเครื่องบู้สเตอร์กำลังส่งเข้ากับเครื่องรับส่งวิทยุ จะเห็นได้ว่าจากจุดต่อสายอากาศ (ANT)  ของเครื่องรับส่งวิทยุจะถูกต่อด้วยสายส่งสัญญาณไปเข้าที่จุด TRM ของเครื่องบู้สเตอร์ ส่วนที่จุด ANT ของเครื่องบู้สเตอร์จะถูกต่อเข้าไปยังสายอากาศ

         สวิตช์ SW เป็นสวิตช์ปิด-เปิดการทำงานของเครื่องบู้สเตอร์ ขณะที่สวิตช์ SW อยู่ในตำแหน่งตัดไฟจ่าย สวิตช์รีเลย์ภายในเครื่องบู้สเตอร์จะอยู่ในตำแหน่งการตัดต่อหน้าสัมผัสให้มีทางเดินไฟฟ้าถึงกันโดยตรงระหว่างข้อต่อสัญญาณจุด TRM และข้อต่อจุด ANT ของเครื่องบู้สเตอร์ดังนั้น ในขณะที่มีการปิดสวิตช์ SW ไม่ให้เครื่องบู้สเตอร์ทำงานจึงมีการส่งผ่านสัญญาณ RF ถึงกันโดยตรงระหว่างสายอากาศและเครื่องรับส่งโดยไม่ผ่านวงจรขยายใดๆ ในเครื่องบู้สเตอร์

         เมื่อมีการสลับสวิตช์ SW ให้ผ่านไฟจ่ายป้อนเข้าวงจรภายในเครื่องบู้สเตอร์ สวิตช์รีเลย์ที่อยู่ภายในเครื่องจะเปลี่ยนตำแหน่งการตัดต่อหน้าสัมผัส LED ตำแหน่ง RX จะสว่างขึ้นเป็นการแสดงให้ผู้ใช้ทราบว่าระบบกำลังอยู่ในช่วงรับสัญญาณจากสายอากาศ ในขณะนี้สัญญาณ RF ในขณะนี้สัญญาณ RF ที่รับเข้ามาจากสายอากาศจะยังคงผ่านหน้าสัมผัสของสวิตช์รีเลย์ในเครื่องบู้สเตอร์เข้าไปยังเครื่องรับส่งโดยตรง ถ้าผู้ใช้ต้องการให้สัญญาณ RF ซึ่งรับเข้ามาจากสายอากาศผ่านเข้าไปขยายสัญญาณที่วงจรขยายสัญญาณรับที่อยู่ภายในเครื่องบู้สเตอร์ก่อน จะต้องมีการสลับสวิตช์ SW2 ให้อยู่ในตำแหน่งปิดวงจรซึ่งจะทำให้ LED ตำแหน่ง R.AMP สว่างขึ้นเป็นการแสดงให้ผู้ใช้ทราบว่าขณะนี้สวิตช์รีเลย์ภายในเครื่องบู้สเตอร์ได้ต่อหน้าสัมผัสให้ส่งสัญญาณรับ RF จากสายอากาศเข้าไปขยายสัญญาณให้แรงขึ้นที่ภาคขยายสัญญาณรับภายในเครื่องบู้สเตอร์ก่อนส่งสัญญาณที่ขยายแล้วไปยังเครื่องรับส่ง

         เมื่อใดที่มีการกดคีย์เพื่อส่งกำลังสัญญาณ RF ออกจากเครื่องรับส่ง LED ตำแหน่ง TX จะสว่างขึ้น และ LED ตำแหน่ง RX จะดับลงโดยอัตโนมัติเป็นการแสดงให้ผู้ใช้ทราบว่าขณะนี้ระบบอยู่ตำแหน่งส่งสัญญาณ RF ออกอากาศ และสัญญาณ RF จากเครื่องรับส่งจะถูกภาคขยายกำลังสัญญาณ RF ภายในเครื่องบู้สเตอร์ขยายกำลังให้สูงขึ้นก่อนส่งต่อไปยังสายอากาศ

         ในกรณีที่ต้องการใช้งานเครื่องบู้สเตอร์นี้กับเครื่องรับส่งที่ทำงานในระบบซิงเกิลไซด์แบนด์ (SSB) ผู้ใช้จะต้องเลือกสับสวิตช์ SW1 ไปในตำแหน่งปิดวงจร และถ้าต้องการใช้งานเครื่องบู้สเตอร์นี้กับเครื่องรับส่งที่ทำงานในระบบ AM หรือ FM ให้สับสวิตช์ SW1 กลับมาที่ตำแหน่งเปิดวงจร

 

หลักการทำงานของวงจรเครื่องบู้สเตอร์กำลังส่ง 27MHz 50W

         บล็อกไดอะแกรมแสดงหลักการทำงานของเครื่องบู้สเตอร์กำลังส่งแสดงอยู่ในรูปที่ 2 ประกอบด้วย

         ภาคขยายสัญญาณรับ (R-AMP)
ทำหน้าที่ขยายสัญญาณ RF ที่รับเข้ามาจากสายอากาศก่อนส่งไปเข้าเครื่องรับส่ง

ภาคขยายกำลังอาร์เอฟ (RF POWER AMP)
ทำหน้าที่ขยายกำลัง RF ที่ส่งมาจากเครื่องรับส่งให้มีกำลังมากขึ้นก่อนส่งไปออกอากาศที่สายอากาศ

         ภาคอาร์เอฟขับรีเลย์ (RF RELAY DRIVE)
ทำหน้าที่ทดเอากำลังส่งสัญญาณ RF ที่ส่งออกจากเครื่องรับส่งในปริมาณเล็กน้อยมาใช้เป็นสัญญาณกระตุ้นให้วงจรขับรีเลย์ทำงานเปลี่ยนตำแหน่งหน้าสัมผัสของสวิตช์รีเลย์ในช่วงการรับหรือส่งสัญญาณในระบบอัตโนมัติ

         สวิตช์รีเลย์ในเครื่องบุ้สเตอร์กำลังส่งนี้มีด้วยกัน 2 ตัว ในสวิตช์รีเลย์แต่ละตัวประกอบด้วยสวิตช์ตัด ต่อ 2 ทาง 2 ชุด ซึ่งจะทำงานตัด ต่อสวิตช์ไปพร้อมๆกัน สวิตช์รีเลย์ RL1 ประกอบด้วย ชุดสวิตช์ 1A, 1 B ทำหน้าที่เป็นตัวตัด ต่อสัญญาณ RF ในช่วงรับหรือส่งสัญญาณการสวิตช์ตัดต่อหน้าสัมผัสของ RL1 จะถูกควบคุมด้วยวงจร RF ขับรีเลย์โดยอัตโนมัติ ส่วนสวิตช์รีเลย์ RL2 ประกอบด้วยชุดสวิตช์ 2A, 2B ทำหน้าที่ในการตัด ต่อสัญญาณ RF ที่รับเข้ามาจากสายอากาศเพื่อให้ผ่านหรือไม่ผ่านวงจรขยายสัญญาณรับ สวิตช์รีเลย์ RL2 นี้จะทำงานสับเปลี่ยนตำแหน่งสวิตช์ตามการเลือกสับสวิตช์ SW2 (R-AMP) ของผู้ใช้

         ตามปกติขณะที่ยังไม่มีการกดปุ่มส่งสัญญาณ RF ออกจากเครื่องรับส่ง ระบบจะอยู่ในช่วงรับสัญญาณเข้ามาจากสายอากาศ (ดูบล็อกไดอะแกรมแสดงหลักการทำงานของเครื่องบู้สเตอร์กำลังส่งในรูปที่ 2) สัญญาณ RF จากสายอากาศตรงข้อต่อ ANT ของบู้สเตอร์จะเข้ามายังขากลางของชุดสวิตช์ RL1B ผ่านขา C ไปยังขากลางของชุดสวิตช์ RF2A ผ่านขา E เข้าไปยังขา G ของชุดสวิตช์ RL2B ผ่านขากลางชุดสวิตช์ RL2B เข้าไปยังขา A ของชุดสวิตช์ RL1A จากขา A ผ่านออกขากลางไปยังข้อต่อ TRM เพื่อผ่านส่งต่อไปยังเครื่องรับส่ง จะเห็นว่าสัญญาณรับ RF ตรงขากลางของชุดรีเลย์ RL1A จะถูกส่งไปเข้าภาค RF ขับรีเลย์ด้วยแต่เนื่องจากสัญญาณ RF ที่รับเข้ามาจากสายอากาศนี้มีค่ากำลังน้อยมากจึงไม่เกิดผลต่อภาค RF ขับรีเลย์

         ในกรณีที่ผู้ใช้เลือกสับสวิตช์ SW2 (R.AMP) ให้อยู่ในตำแหน่งปิดวงจรเพื่อต้องการให้สัญญาณรับ RF จากสายอากาศถูกส่งเข้าไปขยายสัญญาณที่ภาคขยาสัญญาณรับก่อน สวิตช์ SW2 จะต่อไฟจ่ายให้กับขดลวดของสวิตช์รีเลย์ RL2 หลอด LED2 (R.AMP) จะสว่างขึ้นเป็นการแสดงผลให้ผู้ใช้ทราบ และสวิตช์รีเลย์ RL2 จะทำงานโดยหน้าสัมผัสตรงขากลางของชุดสวิตช์รีเลย์ RL2A และ 2B จะเปลี่ยนตำแหน่งจากการต่อวงจรเข้ากับขา E มาเป็นขา F (RL2A) และเปลี่ยนจากขา G มาเป็นขา H (RL2B) ดังนั้นสัญญาณรับ RF จากสายอากาศตรงข้อต่อ ANT ของบู้สเตอร์ที่เข้ามายังขากลางของชุดสวิตช์ RL1B จะผ่านขา C มายังขากลางของชุดสวิตช์ RL2A แล้วผ่านขา F มาเข้าเป็นอินพุตของวงจรขยาสัญญาณรับ สัญญาณรับ RF ที่ถูกขยายสัญญาณแล้วจะออกทางเอ้าท์พุต ของภาคขยายสัญญาณรับมาเข้ามา H ของชุดสวิตช์ RL2B ผ่านขากลางไปเข้าขา A  ของชุดสวิตช์ RL1A และผ่านขากลางของ RL1A ไปยังข้อต่อ TRM แล้วผ่านต่อไปยังเครื่องรับส่ง

         จะเห็นว่าสัญญาณรับ RF จากสายอากาศที่ถูกขยายสัญญาณขึ้นด้วยภาคขยายสัญญาณรับแล้ว เมื่อถูกส่งผ่านมาถึงจุดขากลางของชุดสวิตช์ RL1A สัญญาณตรงจุดนี้จะถูกส่งเข้าไปยังภาคอาร์เอฟรีเลย์ด้วย แต่สัญญาณดังกล่าวนี้ยังไม่มีกำลังแรงพอที่จะกระตุ้นให้วงจรขับรีเลย์ทำงานได้ จึงไม่มีผลทำให้สวิตช์รีเลย์  RL1  ทำงานสับเปลี่ยนตำแหน่งสวิตช์แต่อย่างใดระบบจึงยังคงอยู่ในช่วงรับสัญญาณ RF จากสายอากาศอยู่เช่นเดิม

         ในช่วงที่มีการส่งสัญญาณ RF ออกจากเครื่องรับส่ง (ดูรูปที่ 2) สัญญาณ RF จากเครื่องรับส่งจะผ่านเข้าทางข้อต่อ TRM ของเครื่องบู้สเตอร์และเข้ามายังขากลางของชุดรีเลย์ RL1A ทีจุดนี้สัญญาณ RF ส่วนหนึ่งจะถูกส่งเข้าไปกระตุ้นภาคอาร์เอฟขับรีเลย์ด้วย เนื่องจากสัญญาณ RF ที่ส่งออกมาจากเครื่องรับส่งเป็นสัญญาณที่มีกำลังแรงมากพอที่จะกระตุ้นให้วงจรอาร์เอฟขับรีเลย์ทำงานได้ ดังนั้นชุดสวิตช์รีเลย์ RL1A, RL1B ซึ่งถูกควบคุมดวยวงจรขับรีเลย์จึงทำงานสับเปลี่ยนตำแหน่งสวิตช์ไปพร้อมๆกัน โดยตำแหน่งหน้าสัมผัสสวิตช์ขากลางของ RL1A จะเปลี่ยนจากการต่อวงจรเข้าที่ขา A มาเป็น B ส่วนหน้าสัมผัสสวิตช์ขากลางของ RL1B จะเปลี่ยนตำแหน่งจากการต่อวงจรเข้าที่ขา C มาเป็น D ดังนั้นจึงทให้สัญญาณ RF ที่ขากลางของ RL1A ผ่านขา B เข้าไปเป็นอินพุตของภาคขยายกำลังส่ง (RF POWER AMP) สัญญาณออกจากภาคขยายกำลังส่งซึ่งเป็นสัญญาณ RF ที่ถูกขยายกำลังแล้วจะถูกส่งไปยังขา D ของ RL1B ผ่านขากลางออกสู่ข้อต่อ ANT เพื่อส่งต่อไปยังสายอากาศ


การทำงานของวงจร

         วงจรสมบูรณ์ของเครื่องบุ้สเตอร์กำลังส่ง 50W ย่าน CB ความถี่ 27 MHz แสดงอยู๋ในรูปที่ 3 ไฟจ่ายกำลัง DC 12 V จะผ่านสวิตช์ปิด-เปิด SW และฟิวส์ F1 ไปเลี้ยงวงจรภาคต่างๆ ไดโอด D1 (1N4005) ทำหน้าที่ป้องกันการต่อไฟจ่ายกลับขั้ว ตามปกติจะมีกระแสไหลผ่านไดโอด D1 ในปริมาณที่น้อยมากเนื่องจาก D1 ต่ออยู่ในวงจรโดยได้รับไบอัสกลับทาง (reversebias) ถ้าเกิดผิดพลาดด้วยการต่อไฟจ่ายกลับขั้วจะมีผลทำให้ไดโอด D1 ได้รับไบอัสตรง (forward bias) จึงมีกระแสจำนวนมากไหลผ่าน D1 หรือ D1 จะลัดวงจรจนทำให้ฟิวส์ F1 ขาดเป็นการตัดวงจรออกก่อนสร้างความเสียหายให้กับวงจรภาคอื่นๆ ทั้งระบบ ตัวเก็บประจุ C5 ค่า 0.01 ไม่โครฟาหลาด f (103) ที่ต่อขนานกับ D1 จะทำหน้าที่ช่วยตัดสัญญาณรบกวนที่สอดแทรกเข้ามากับแรงไฟจ่าย DC12V

         การทำงานสับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าสัมผัสสวิตช์รีเลย์ในช่วงรับและส่งสัญญาณ รวมทั้งเมื่อผู้ใช้สับสวิตช์ SW2 เพื่อเลือกใช้ภาคขยายสัญญาณรับได้กล่าวมาแล้วโดยละเอียดในการ อธิบายหลักการทำฃานของเครื่องบู้สเตอร์ตามบล็อกไดอะแกรมในรูปที่ 2 สัญญาณ RF ซึ่งออกจากเครื่องรับส่งเป็นสัญญาณที่มีระดับกำลังสูงพอที่จะกระตุ้นให้วงจร RF ขับรีเลย์ทำงานได้ สัญญาณนี้จะผ่านเข้าทางข้อต่อ TRM มายังขากลางของชุดสวิตช์ RL1 แล้วผ่านไปเข้าวงจร RF ขับรีเลย์ทางตัวเก็บประจุ C4 ค่า 5 pF ไดโอด D5, D4 ทำหน้าที่เรียงกระแสเพื่อเปลี่ยนสัญญาณ RF ให้เป็นสัญญาณแรงไฟ DC มีตัวเก็บประจุ C7 ทำหน้าที่กรองสัญญาณแรงไฟ DC นี้ให้เรียบขึ้นก่อนส่งเข้าไปกระตุ้นที่ขา B ของทรานซิสเตอร์ Q5

         ทรานซิสเตอร์ Q5  และ Q6 ต่อวงจรร่วมกันแบบดาร์ลิงตัน (darlington) เพื่อต้องการให้มีอัตราการขยายสัญญาณสูงขึ้น และสามารถจ่ายกระแสได้เพียงพอต่อการขับรีเลย์ RL1ให้ทำงานได้ เมื่อมีสัญญาณแรงไฟ DC เข้ามาที่ขา B ของ Q5  จะทำให้ Q6 ทำงานปิดวงจร (NO) มีกระแสไหลผ่านขดลวดของรีเลย์ RL1 ผ่านขา C-E ของ Q6 ลงกราวด์ส่งผลให้รีเลย์ RL1 ทำงานสับเปลี่ยนตำแหน่งสวิตช์และขณะเดียวกันจะมีกระแสไหลผ่าน LED1 และ R6  ด้วย LED1 จึงสว่างขึ้นแสดงผลให้ทราบว่าระบบอยู่ในช่วงของการส่งสัญญาณออกอากาศ เมื่อทรานซิสเตอร์ Q6 ทำงานปิดวงจร (ON) แรงดันตกคร่อมขา C-E ของ Q6 จะตกลงใกล้เคียงกับกราวด์เป็นผลให้แรงไฟไบอัสที่ขา B ของ Q7  ตกลงด้วย ปกติในช่วงรับสัญญาณทรานซิสเตอร์ Q7 จะทำงานปิดวงจรทำให้มีกระแสไหลผ่าน LED2 และ R7  เป็นผลให้ LED2 สว่างขึ้นแสดงสถานะช่วงรับสัญญาณ เมื่อแรงดันไบอัสที่ขา B ของ Q7 ตกลงมาทำให้ Q7 ทำงานตัดวงจร (cut off) ส่งผลให้ LED2 ดับลงสลับกับการสว่างของ LED1

         ถ้าต้องการใช้เครื่องบู้สเตอร์กำลังส่งนี้กับเครื่องรับส่งในระบบซิงเกิลไซด์แบนด์ (Single Side Band อักษรย่อ SSB) จะต้องมีการสับสวิตช์ SW1 ให้ต่อขาข้างหนึ่งของ CB ในวงจรอาร์เอฟขับรีเลย์ลงกราวด์ ทั้งนี้เป็นเพราะการส่งสัญญาณวิทยุ SSB ไม่ได้เป็นสัญญาณ RF ที่ต่อนื่อง แต่จะเป็นสัญญาณ RF ในลักษณะเป็นห้วงๆ ตัวเก็บประจุ C8 ที่ต่อลงกราวด์อยู่ระหว่างขา D4 และ R4 จะทำหน้าที่ช่วยหน่วงสัญญาณแรงไฟ DC แต่ละห้วงให้คงอยู่ชั่วขณะเป็นการยืดช่วงเวลาของสัญญาณแรงไฟ DC ที่ต่อเนื่องเข้ามากระตุ้นที่ขา B ของทรานซิสเตอร์ Q5 ทรานซิสเตอร์ Q6 จึงสามารถทำงานขับรีเลย์ RL1  ให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงการส่งสัญญาณของระบบ

         ส่วนวงจรภาคขยายกำลังอาร์เอฟ (RF POWER AMP) จะรับสัญญาณจากขา B ของชุดสวิตช์ RL1A ผ่านวงจรจูนซึ่งประกอบด้วย ทริมเมอร์ TC1, TC2, อินดักเตอร์ L3 และผ่านตัวเก็บประจุ C9 , C10  เข้ามาขยายสัญญาณด้วยทรานซิสเตอร์ Q3 ,Q4 ซึ่งต่อวงจรขนานร่วมกันทำหน้าที่ขยายสัญญาณเพื่อให้ได้กำลังออกมากพอตามความต้องการ สัญญาณออกที่ขา C ของQ3 ,Q4 จะส่งผ่านวงจรจูนซึ่งประกอบด้วย L5,TC3,TC4 ออกไปยังขา D ของชุดสวิตช์ RL1B ผ่านไปยังข้อต่อ ANT ของบู้สเตอร์ก่อนส่งออกไปยังสายอากาศ

         ทางด้านวงจรขยายสัญญาณรับ (R-AMP) ซึ่งทำหน้าที่ขยายสัญญาณ RF ที่รับเข้ามาจากสายอากาศจะรับสัญญาณจากขา F ของชุดสวิตช์รีเลย์ RL2A เข้ามายังคอยล์ L1 ไดโอด D2,D3 ที่ต่อขนานกันทางขดปฐมภูมิของ L1 ทำหน้าที่ป้องกันสัญญาณ RF กำลังสูงที่อาจหลงเข้ามาจากเครื่องรับส่งในห้วงเวลาสั้นๆ ขณะที่มีการสับเปลี่ยนช่วงการรับ ส่งสัญญาณการต่อวงจรของไดโอดทั้ง 2 ตัวนี้จะไม่มีผลต่อสัญญาณ RF กำลังต่ำซึ่งรับเข้ามาทางสายอากาศสัญญาณรับ RF ที่ถ่ายทอดจากขดปฐมภูมิเข้ามมายังขดทุติยะภูมิของคอยล์ L1 จะส่งผ่านตัวเก็บประจุ C2 เข้าไปยังทรานซิสเตอร์ Q1 ทั้งQ1 และ Q2 ร่วมกันทำหน้าที่ขยายสัญญาณรับ RF แล้วส่งผ่าน L2 ออกทางขา H ของชุดสวิตช์ RL2B และผ่านทางชุดสวิตช์ RL1A ออกไปทางข้อต่อ TRM ในที่สุด

การสร้าง



         ทรานซิสเตอร์ภาคขยายกำลังQ3 และ Q4 (2SC1817) เป็นอุปกรณ์ที่ต้องติดตั้งนอกแผ่นปริ้นท์ (ดูรูปที่ 5) และต้องใช้การติดตั้งพิเศษไปกว่าอุปกรณ์ตัวอื่นๆ ด้วยการใช้ตาไก่สวมลงรูเจาะบนแผ่นปริ้นท์ตรงตำแหน่งจุดต่อขาทรานซิสเตอร์ Q3,Q4 และบัดกรีให้แน่นหนาต่อไปติดตั้งทรานซิสเตอร์ Q3,Q4 ทั้ง 2 ตัว ลงบนแผ่นระบายความร้อนด้วยการขันน็อตยึดโดยมีชุดไมก้าหรือพลาสติกทนความร้อนรองกั้นระหว่างตัวถังของทรานซิสเตอร์และแผ่นระบายความร้อนไม่ให้มีทางเดินไฟฟ้าถึงกัน พับงอขาของทรานซิสเตอร์ Q3,Q4 ในแนวตั้งฉาก 90 องศากับแผงระบายความร้อน นำขาทรานซิสเตอร์เสียบเข้ารูตาไก่ให้ตรงตำแหน่งขาบนแผ่นปริ้นท์ จากนั้นติดตั้งแผ่นปริ้นท์เข้ากับแผ่นระบายความร้อนโดยขันยึดด้วยน็อตที่สวมปลอกรองแท่นให้แผ่นปริ้นท์ห่างจากแผ่นระบายความร้อนประมาณไม่เกิน 0.5 นิ้ว เสร็จแล้วบัดกราทรานซิสเตอร์เข้ากับตาไก่ให้เรียบร้อย (ถ้าพบว่าขาทรานซิสเตอร์สั้นไปอาจจะต้องหาเส้นลวดตัวนำมาบัดกรีต่อขาให้ยาวขึ้นเพื่อความสะดวกในการทำงาน)

การปรับแต่ง

         การปรับแต่งเครื่องบู้สเตอร์ในที่นี้แยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการปรับแต่งภาคขยายสัญญาณรับ ใช้เครื่องกำเนิดสัญญาณ RF (RF signal generator) เป็นตัวป้อนสัญญาณเข้าหรือใช้วิธีรับสัญญาณจากสถานีที่กำลังส่งสัญญาณออกอากาศ แล้วปรับแต่งที่คอยล์ L1,L2 จนอ่านค่าที่หน้าปัดมิเตอร์วัดความเข้มสนาม (field strength meter) บนเครื่องรับส่งได้สูงสุด ถ้าเป็นเครื่องรับส่งที่ไม่มีมิเตอร์นี้ให้สังเกตฟังเสียง จะต้องปรับแต่งให้ได้เสียงดังแรงและชัดเจนมากที่สุด การปรับแต่งส่วนที่สองเป็นการปรับแต่งภาคขยายกำลัง RF ก่อนปรับแต่งภาคนี้จะต้องมั่นใจว่าสายอากาศที่ใช้มีอิมพิแดนซ์ 50 โอห์ม และมีค่า SWR อย่างต่ำ 1.3:1 ที่ความถี่ 27 MHz นอกจากนั้นสายส่งสัญญาณที่ใช้ต้องเป็นสายโคเอ็กซ์อิมพิแดนซ์ 50 โอห์มที่ทนกำลังสัญญาณ RF ได้อย่างต่ำ 100W ขึ้นไป หรือถ้าสามารถจัดหาดัมมี่โหลดอิมพิแดนซ์ 50 โอห์ม ที่ทนกำลัง 100W ได้มาใช้แทนสายอากาศจะเป็นการดีกว่าเพราะช่วยลดความเสี่ยงต่อการส่งสัญญาณ RF ออกไปรบกวนผู้อื่นในระหว่างปรับแต่งและมั่นใจในความปลอดภัยต่ออุปกรณ์ในเครื่องบู้สเตอร์ได้มากกว่า

         ในรูปที่ 7 แสดงการต่อเครื่องมือวัดเข้าในระบบสำหรับทำการปรับแต่งภาคขยายกำลัง RF ถ้าไม่สามารถจัดหาเครื่องวัดกำลังส่ง และ SWR มิเตอร์มาใช้ในการนี้ได้ พอจะอนุโลมด้วยการจัดสร้างเครื่องวัดแบบง่ายๆตามวงจรแสดงในรูปที่ 8  แล้วนำมาต่อขนานวัดคร่อมที่ดัมมมี่โหลดหรือสายอากาศ ก่อนต่อเครื่องรับส่งเข้ากับเครื่องบู้สเตอร์ให้ปรับแต่งทริมเมอร์ซึ่งเป็นตัวเก็บประจุปรับค่าในภาคขยายกำลัง RF ไว้ที่ตำแหน่งกึ่งกลาง เมื่อต่อเครื่องรับส่งเข้า เครื่องบู้สเตอร์แล้วลองกดปุ่มส่งสัญญาณ RF จากเครื่องรับส่งเข้าไปยังเครื่องบู้สเตอร์ พร้อมกันนั้นให้ปรับแต่งที่ทริมเมอร์ภาคขยายกำลังสัญญาณ RF แต่ละตัว จนอ่านค่กำลังสัญญาณ ออกได้สูงสุด เมื่อปรับแต่งเบื้องต้นตามที่กล่าวมาแล้ว ต่อไปให้ลองวัดระดับความลึกของสัญญาณเสียงม็อดด้วยเครื่องวัดความลึกสัญญาณม็อดดูเลท (Modulate dept meter) ซึ่งควรจะได้ค่าประมาณ 60-80% ถ้าไม่มีเครื่องวัดดังกล่าวให้ลองส่งสัญญาณ RF ออกอากาศแล้วทดสอบฟังความชัดเจนของเสียงจากเครื่องรับส่งเครื่องอื่นๆ หรือลองสอบถามจากผู้อื่นที่เปิดเครื่องรับส่งเฝ้าฟังอยู่ในความถี่